วันพฤหัสบดีที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2558

พวงชมพู

หมวด:
ชั้น:
อันดับ:
วงศ์:
สกุล:
สปีชีส์:
Antigononleptopus
Antigononleptopus
Hook. &Arn.
[1]
พวงชมพู (Mexican creeper)

พวงชมพู

          พวงชมพูนิยมปลูกเป็นไม้ประดับ โดยปลูกลงในกระถางตั้งที่มีหลักสำหรับเกาะยึดเลื้อยขึ้น หรือปลูกลงในกระถางแขวนให้ห้อยลง หรือปลูกประดับตามริมขอบหน้าต่างและระเบียงก็ดูสวยงามไม่น้อย
ชื่อวิทยาศาสตร์ :   Antigononleptopus  Hook &Arn.
ชื่อสามัญ :   Chain of love, Confederate Vine, Coral vine
วงศ์ :   Polygonaceae
ชื่ออื่น : ชมพูพวง (กรุงเทพฯ) พวงนาค (ภาคกลาง) หงอนนาค (ปัตตานี)






















ลักษณะทั่วไป ::

ต้น       พวงชมพูเป็นพืชล้มลุก เป็นไม้เถาเลื้อยที่มีเถาขนาดเล็ก มีมือเกาะสำหรับเกาะพันต้นไม้ หรือกิ่งอื่นเพื่อการทรงตัว และสามารถเลื้อยพันสิ่งต่าง ๆ ไปได้ไกลประมาณ 40 ฟุต ลำต้นหรือเถาจะเป็นสีน้ำตาลเข้ม

 ใบ        พวงชมพูเป็นไม้ใบเดี่ยว ดอกออกสลับกันไปตามข้อต้น ลักษณะใบเป็นรูปไข่ หรือมนรี ค่อน ข้างจะเป็นทรงสามเหลี่ยม ปลายใบแหลม โคนใบมน เว้าเป็นรูปหัวใจ ขอบใบจักมนไม่แหลม แผ่นใบเป็ฯคลื่นไม่เรียบ ใบมีความยาว ประมาณ 7 เซนติเมตร และมีความกว้างประมาณ 7 เซนติเมตร


ดอก    พวงชมพูออกดอกเป็นช่อรวมกันเป็นกลุ่มตามซอกใบ ง่ามกิ่งและปลายยอด ส่วนปลายยอดสุดจะเป็นมือเกาะ ดอกสีชมพูสดใสในกลุ่ม ดอกจะประกอบด้วยช่อดอก เรียงดอกสลับทางติดกันอยู่อย่างหนาแน่น ลักษณะรูปร่างของดอกมีทรงคล้ายผอบรูปหัวใจ ดอกมีขนาดเล็ก คือ สักประมาณ 1 เซนติเมตร ดอกพวงชมพู มีกลีบเลี้ยง และกลีบดอกที่คล้ายกัน ดอกกลุ่มหนึ่ง ๆ ของพวงชมพู อาจจะชูเป็นช่อตั้ง หรืออาจจะห้อยเป้ฯพวงระย้าลงก็ได้ ช่อดอกจะมีความยาวประมาณ 10-15 เซนติเมตร



การปลูกและขยายพันธุ์

          พวงชมพูขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด การตอน และการปักชำกิ่งวิธีการปลูกพวงชมพู โดยการนำเอากิ่งที่ได้จากปักชำมาปลูกลงดิน เนื่องจากกิ่งที่ได้จากการปักชำ จะทำให้ได้ต้นกล้าที่เร็วกว่าการเพาะเมล็ด การปลูกก็ให้ปลูกลงดิน เพราะไม้เถาเลื้อยบางชนิดนั้นไม่เหมาะที่จะปลูกลงกระถางสวย ๆ ได้ ควรปลูกพวงชมพูบริเวณริมกำแพง หรือริมรั้ว หรืออาจจะปลูกเป็นซุ้มประตู หรือทำซุ้มหลังคา กระเช้านั่งเล่นในวนภายในบ้านก็จะดูสวยงามดี เพราะเมื่อยามที่พวงชมพูออกดอกบานสะพรั่ง มีดอกห้อยเป็นระย้าลงมา ก็จะทำให้ได้ภาพที่น่าชมมากทีเดียว

การดูแลรักษา

 แสง    พวงชมพูเป็นไม้กลางแจ้งที่มีความต้องการแสงแดดมาก เพราะฉะนั้นควรปลูกพวงชมพูในบริ  เวณที่มีแสงแดดส่องได้ถึง หรือต้นพวงชมพูสามารถได้รับแสงแดดอย่างเต็มที่

 น้ำ      
พวงชมพูมีความต้องการน้ำปานกลาง การรดน้ำควรรดน้ำวันละ 1-2 ครั้ง โดยการดน้ำแต่ละครั้งจะต้องรดให้ชุ่ม แต่ต้องไม่แฉะมากนัก เพราะหากรดน้ำจนดินแฉะมาก พืชดูดน้ำไปใช้ไม่ทัน อาจจะทำให้รากพืชเน่าและตายได้ในที่สุด

 ดิน     
พวงชมพูเป็นไม้ที่ปลูกง่าย เจริญเติบโตได้ดีในดินแทบทุกชนิด ที่มีความชื้นอยู่พอสมควร

 ปุ๋ย      
ควรให้ปุ๋ยหมัก และปุ๋ยไนโตรเจน เพื่อเสริมให้พงชมพูเจริญงอกงามได้ดีขึ้น และให้ดอกที่สวยงาม

สรรพคุณทางสมุนไพร

          ราก และเถา  สามารถใช้เป็นยากล่อมประสาท ทำให้นอนหลับ  โดย ใช้เถา 1 กำมือ หรือราก 1/2 กำมือ ต้มกับน้ำ 4 ถ้วยแก้ว ต้มให้เหลือ 2 ถ้วยแก้ว รับประทานครั้งละ 3 ช้อนแกง ก่อนนอน











วันพฤหัสบดีที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2558

เล็บมือนาง (Rangoon creeper)


หมวด:
ชั้น:
อันดับ:
วงศ์:
สกุล:
สปีชีส์:
indica
Quisqualisindica
Linn.

ต้นเล็บมือนาง

            มีถิ่นกำเนิดในเอเชียเขตร้อนทั่วไป โดยจัดเป็นไม้เถาเลื้อยเนื้อแข็งขนาดกลาง เลื้อยพาดพันไปกับต้นไม้อื่น ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด การตอนกิ่ง หรือเอาเง้าไปปลูกก็ได้ แต่ต้องฝักให้ลึกประมาณ 4 นิ้ว เป็นพรรณไม้กลางแจ้ง ชอบแสงแดดแบบเต็มวัน ต้องการน้ำและความชื้นปานกลาง เจริญเติบโตได้ดีในดินปนทรายหรือดินร่วนปนทรายที่ระบายน้ำดี เติบโตได้เร็ว และจะเลื้อยขึ้นเป็นพุ่มตามร้านที่เตรียมไว้ให้

ชื่อวิทยาศาสตร์: QuisqualisIndica 
ชื่อวงศ์   :    COMBRETACEAE
ชื่อสามัญ:   Rangoon Creeper

ชื่ออื่นๆ : เล็บนาง, จะมั่ง, ไม้หม่อง














ลักษณะทั่วไป 

ต้น        เล็บมือนางเป็นไม้เถาเนื้อแข็ง มีขนาดกลาง มึความสูงประมาณ 5 เมตร จะแตกกิ่งก้านสาขามากจนหนาทึบ และตามลำต้นหรือบริเวณกิ่งอ่อนจะมีขนสีน้ำตาลอมเทาขึ้นปกคลุมอยู่ทั่วบริเวณแต่บริเวณ ต้นหรือกิ่งที่แก่แล้วผิวของต้นหรือกิ่งจะเกลี้ยงไม่มีขน หรือบางทีขนก็กลายไปเป็นหนามการปลูกจะต้องหาหลักยึด หรือร้านให้ลำต้น หรือเถาเล็บมือนางยึดเกาะ


ใบ        เล็บมือนางเป็นไม้ใบเดี่ยว จะออกใบตรงข้ามกันเป็นคู่ ๆ ลักษณะของใบจะเป็ฯรูปมน ขอบใบขนาน ปลายใบแหลม หรือปลายใบมนแล้วมีติ่งแหลม โคนใบจักเว้าเล็กน้อย ขอบใบเรียบ แต่บางใบก็จะเป็นคลื่นเนื้อใบจะบาง


ดอก        เล็บมือนางจะออกดอกเป็ฯช่อ อยู่บริเวณส่วนกลางยอดของลำต้นดอกจะมีลักษณะเป็นหลอดยาวประมาณ 4 นิ้ว ตรงปลายดอกจะแยกออกเป็น 5 กลีบ ดอกมีสีแดงอมขาว หรือสีชมพู หลอดของดอกจะโค้งเล็กน้อย และจะมีเกสรยาว ๆ ยื่นออกมาจากกลางดอก 5 อัน



ผล        ผลเป็นผลแห้งและแข็ง ลักษณะของผลเป็นรูปกระสวย มีสัน 5 สันตามยาว ผลมีขนาดโตประมาณ 0.5 นิ้ว และยาวประมาณ 1.5 นิ้ว ผลสุกเป็นสีน้ำตาลอมสีดำ ภายในผลมีเมล็ด 1 เมล็ด



การปลูกและการขยายพันธุ์
            
              ต้นเล็บมือนางมีวิธีการปลูก การขยายพันธุ์ โดยวิธีการปักชำกิ่ง โดยให้นำเอากิ่งที่ได้จากการปักชำ มาปลูกลงดิน คนส่วนมากจะนิยมปลูกเล็บมือนางบริเวณรั้ว หรือซุ้มประตู หรือจจะปลุกตามสวนสาธารณะ ก็จะดูสวยงามดี

การดูแลรักษา ( 1 )
                ต้นเล็บมือนางเป็นไม้กลางแจ้ง ต้องการแสงแดดจัด เพราะหากได้รับแสงไม่เพียงพอจะทำให้ต้นเล็บมือนางไม่เจริญงอกงามเท่าที่ควร และดอกก็จะไม่สวยดินปลูกควรเป็นดินร่วนซุย มีธาตุอาหารสมบูรณ์ สามารถเก็บความชื้นได้สูง ควรหาวัสดุคลุมดินช่วยด้วยและ ต้นเล็บมือนางมีความต้องการน้ำปานกลาง

การดูแลรักษา ( 2 )
แสง       ต้นเล็บมือนางเป็นไม้กลางแจ้ง ที่ต้องการแสงมากพอสมควร เพราะหากได้รับแสงไม่เพียงพอก็จะเป็นผลต่อการสังเคราะห์แสงของใบ และจะทำให้ต้นเล็บมือนางไม่เจริญงอกงามเท่าที่ควร และดอกก็จะไม่สวย

น้ำ         เล็บมือนางมีความต้องการน้ำปานกลาง แต่หากเป็นในระยะแรกปลูก ควรรดน้ำทุกวัน วันละ 2 ครั้ง โดยรดในช่วงเช้า หรือ 2 วัน ต่อ 1 ครั้ง ก็ยังได้

ดิน         เล็บมือนางเป็นไม้ที่ขึ้นง่าย ควรปลูกด้วยดินร่วนปนทรายที่มีการระบายน้ำได้ดี

ปุ๋ย         นอกจากใช้ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก ในการผสมดินปลูกแล้ว หากต้องการให้ต้นและใบเจริญงอกงามอย่งกว่านี้ ก็ควรรดด้วยยูเรีย สัปดาห์ละ 1 ครั้ง แต่ในช่วงที่เล็บมือนางให้ดอกไม่ควรรดรูเรีย ควรที่จะงดการรดยูเรียไปเลย แล้วหันมาให้ปุ๋ยบำรุงดอกแทน

โรคและแมลง
              ต้นเล็บมือนางส่วนมาก จะไม่มีโรคและแมลงรบกวนมากนัก จึงไม่จำเป็นที่จะต้องใช้สารเคมีในการ
รักษา และป้องกันกำจัด เพียงแต่ให้ทำลายใบหรือส่วนอื่น ๆ ของต้น ที่มีการร่วงหล่นลงมาอาจทำลายโดยการขุดหลุมฝัง

สรรพคุณทางสมุนไพร

ใบ         ตำพอกแก้บาดแผล  แก้อักเสบ หรือ ทาแก้แผลฝี     และถ้านำไปผสมกับสมุนไพร ชนิดอื่น ๆ   จะเป็นยาแก้ตัวร้อน   แก้ปวดหัว ถอนพิษ  แก้สารพัด  แก้กาฬ  แก้พิษสำแดง ของแสลง

เมล็ด    เป็นยาถ่ายพยาธิลำไส้  ถ้าเป็นผู้ ใหญ่ให้ใช้   5 – 7   เม็ด   ทุบให้แตกแล้วต้ม เอาน้ำดื่มทั้งต้น    
 แก้ตานขโมยพุงโร  ขับพยาธิและ ตานทราง

ผล           แก้อุจจาระเป็นฟอง  เหม็นคาวใน เด็ก  และขับพยาธิไส้เดือน  กินแล้วทำให้สะอึก

ราก      แก้อุจจาระเป็นฟอง  เป็นยาระบาย ขับพยาธิไส้เดือน   แต่ถ้าผสมกับสมุนไพรอื่น จะใช้แก้  ตานขโมย  แก้เด็กเป็นซาง แก้ซางแห้ง  แก้อุจจาระพิการ ริดสีดวง แก้ธาตุวิปริต แก้ตับทรุด  เจริญอาหาร







Morning Glory

หมวด:
ชั้น:
อันดับ:
วงศ์:
สกุล:
สปีชีส์:
I cairica
Ipomoea cairica
Sweet
·         Ipomoea palmata Forssk.
·         Ipomoea stipulacea Jacq.
·         Ipomoea tuberculata(Desr.) Roem. &Schult.

Morning Glory
          
         มอร์นิ่งกลอรี่เป็นไม้เถา ที่ได้ชื่อนี้เพราะดอกบานตอนเช้าที่มีแดดอ่อน และหุบตอนเที่ยงและบ่ายของวันที่แดดจัด แต่จะบานได้จนถึงเย็นในวันที่มีอากาศครึ้ม
ชื่อวิทยาศาสตร์:: IpomoeaRorsfalliae. (L.) Roth.
ชื่อวงศ์ :: CONVOLVULACEAE
ชื่อสามัญ :: Morning Glory vine
ชื่ออื่นๆ ::   ผักบุ้งฝรั่ง , บ้องเลน มันหมู


































ลักษณะทั่วไป


ต้น        เป็นไม้เถาเลื้อยฤดูเดียว เถามีขนาดเล็ก ตามเถามีขนขึ้นปกคลุมจนทั่ว โดยเฉพาะบริเวณปลายยอด



 ใบ        เป็นไม้ใบเดี่ยว ใบเป็นรูปไข่ ปลายใบแหลม โคนใบมนเว้าเข้าหาก้านใบทั้ง 2 ข้างหรือใบเป็นรูปหัวใจ





 ดอก        ออกดอกเป็นดอกเดี่ยวหรืออาจจะออกเป็นกลุ่ม ๆ หนึ่ง ๆ จะมีประมาณ 5 ดอก รูปทรงของดอกจะคล้ายกับแตร หรือคล้ายดอกผักบุ้ง มีขนาดเล็กและมีความยาวประมาณ 3 นิ้ว ดอกมีสีต่าง ๆ กัน เช่น สีม่วงอมน้ำเงิน หรือ สีม่วงปนขาว สีขาว สีแดง สีฟ้า สีชมพู



การปลูกและการขยายพันธุ์
          
          การปลูกและขยายพันธ์ทำได้โดยการเพาะเมล็ด และชำกิ่ง โดยเฉพาะการชำกิ่งนั้นจะทำได้ง่ายเพราะ มอร์นิ่งกลอรี่จะมีรากงอกอยู่ตามแต่ข้อของลำต้นอยู่แล้ว เพียงแค่ตัดกิ่งที่สมบูรณ์ มีรากงอกอยู่เล็กน้อยนำมาปักลงกระถางรดน้ำให้ชุ่ม ตั้งในที่ร่มมีแสงพอประมาณ ไม่เกิน 2-3 สัปดาห์ รากก็จะงอกยาวพอที่จะนำไปลงปลูกได้แล้ว

การดูแลรักษา

แสง       มอร์นิ่งกลอรี่เป็นไม้กลางแจ้ง ต้องการแสงมากพอสมควร

น้ำ        ควรรดน้ำวันละ 2 ครั้ง ในระยะแรกปลูก แต่เมื่อต้นโตและแข็งแรงดีแล้ว ให้รดน้ำวันละ 1 ครั้ง เฉพาะในช่วงเช้าก็พอ

ดิน       เจริญงอกงามได้ดีในดินที่ร่วนซุย หรือดินร่วนปนทรายที่มีการระบายน้ำได้ดี

ปุ๋ย        
ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักใส่บริเวณโคนต้นปีละ 2-3 ครั้ง โดยการพรวนดินรอบ ๆ โคนต้นก่อน หากต้นไม้มีอาการใบร่วงหรือใบซีดเหลือง ให้รดด้วยยูเรีย สัปดาห์ละ 2 ครั้ง ติดต่อกันประมาณ 2 เดือน

ตัวอย่างที่ปลูกในโรงเรียน